ประกาศ!!
รับสมัคร ผจก.ทั่วไป
อ่านรายละเอียด คลิก

โรงเรียนกวดวิชาบ้านทหาร
32/33 หมู่บ้านบุษบา2 ถ.สุขุมวิท
ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ. สมุทรปราการ
10270 โทร.02-380-0803


สถานที่เข้าค่าย
โรงเรียนประภามนตรี
2

แผนที่เตรียมทหาร

เว็บที่เกี่ยวข้อง
โรงเรียนเตรียมทหาร
โรงเรียนนายร้อย
โรงเรียนนายเรือ
โรงเรียนนายเรืออากาศ
โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ

 

 



นักเรียนเตรียมทหาร

โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร มณฑลนครราชสีมา พ.ศ.๒๔๔๔-๒๔๔๗

โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จังหวัดนครราชสีมา คือ โรงเรียนนายร้อยตำรวจที่ได้จัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก ในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๔ (ร.ศ.๑๒๐) ทั้งนี้เนื่องจากได้มีการจัดตั้ง พลตระเวณตรวจตราดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ของบ้านเมืองในส่วนภูมิภาค โดยจัดตั้งกรมตำรวจภูธรขึ้น เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๐ (ร.ศ.116) กรมตำรวจภูธรได้เริ่มขยายกิจการขึ้นตามลำดับ มีการจัดตั้งกองตำรวจภูธร ขึ้นหลายแห่ง เมื่อมีการจัดตั้งกองตำรวจภูธรขึ้นหลายแห่ง ความจำเป็นที่จะต้องมีนายตำรวจ ก็มีมากขึ้นตามลำดับ และนายตำรวจภูธรก็จะต้องได้ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ความอุตสาหะหมั่นเพียร ความซื่อตรงอยู่ในตัว นายตำรวจภูธรที่มีใช้อยู่เดิม ก็ใช้คนในกรมพลตระเวณห้วเมืองกับนายทหารบกที่ ขอดอนมาจากกระทรวงกลาโหม นายตำรวจภูธรที่จะได้มาใช้อีก ในกิจการขยายกองตำรวจภูธร ไปตามเมืองต่าง ๆ มีไม่พอ นายทหารบกจากกระทรวงกลาโหม ก็ไม่มีเพียงพอ ที่จะแบ่งมาให้ได้อีก เมื่อมีข้อขัดข้องดังนี้ เจ้ากรมตำรวจภูธรก็เห็นมีความจำเป็น จะต้องมีโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรขึ้น เพื่อผลิตนายตำรวจเอง โดยมีหลักการรับนักเรียนนายร้อย ที่สำเร็จประโยคประถมขณะนั้น (เทียบ ม.๓) เข้ารับการอบรม เป็นนายตำรวจสัญญาบัตร จึงเสนอความคิดเห็นอันนี้ ต่อเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ก็มีความเห็นชอบด้วย ดังนั้น เพื่อความรวดเร็ว เป็นการที่จะให้ได้นายตำรวจมาใช้ กรมตำรวจภูธรจึงได้กำหนดตั้ง โรงเรียนนายร้อยตำรวจขึ้น ที่กองตำรวจภูธรมณฑล นครราชสีมา มาเป็นการชั่วคราว เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๔ (ร.ศ.๑๒๐) โดยใช้กองตำรวจภูธรมณฑลนครราชสีมานั่นเอง เป็นสถานที่เรียนซึ่งตั้งอยู่ที่ ประตูชัยณรงค์ คนทั่วไปเรียกว่า ประตูผี ในจังหวัดนครราชสีมา การใช้กองตำรวจภูธรมณฑลนครราชสีมา เป็นที่ตั้งโรงเรียนก็เพราะ ขณะนั้นกรมตำรวจภูธรมีนายตำรวจ ที่เป็นชาวเดนมาร์ก เป็นคนที่สองต่อจากเจ้ากรมตำรวจภูธร คือ นายร้อยเอก เอ.พี.เอฟ.คอลส์ (KOLLS) (เป็นต้นสกุล "โกลละสุต" ซึ่ง ร.๖ พระราชทานนามสกุลให้) ซึ่งย้ายมาจากกระทรวงกลาโหมมาเป็นครู และผู้ตรวจราชการกองตำรวจภูธร มณฑลนครราชสีมา เจ้ากรมตำรวจภูธร คือ นายพันโท วาสุเทพ (ยีเชา) ต้องการให้นักเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ไดัรับความรู้เป็นทำนองเดียวกันกับที่ ท่านเคยได้รับมา และ ก็มีคนเดียวเท่านั้นคือ นายร้อยเอก เอ.พี.เอฟ.คอลส์ จะเป็นผู้ดำเนินการได้ จึงได้กำหนดเอา กองตำรวจภูธรมณฑลนครราชสีมาเป็นสถานที่เรียน โดยมีนายร้อยโท แดง ดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกองตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร อีกตำแหน่งหนึ่ง มีนายร้อยโท ต่วน, ว่าที่ร้อยตรี เจ้าฟั่น ณ น่าน,ว่าที่ร้อยตรี ภู และว่าที่ร้อยตรี โต เป็นผู้ข่วย โดยการปกครองและการฝึกนั้น นายร้อยเอก เอ.พี.เอฟ.คอลส์ เป็นผู้ดำเนินการฝึกอบรมโดยเด็ดขาด การเรียนในสมัยนั้นมีกำหนดเวลาไม่แน่นอน คือ เรียน ๓ เดือนบ้าง ๕ เดือนบ้าง ๘ เดือนบ้าง หลักสูตรที่ใช้เรียนก็มีวิชาก®หมาย วิชาข้อบังคับ วิชาแผนที่ แบบฝึกหัด วิชาบัญชี และวิชาเลขและหนังสือไทย เมื่อนายร้อยเอก เอ.พี.เอฟ.คอลส์ เห็นว่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจคนใด มีบุคลิกลักษณะเหมาะสม มีระเบียบวินัยดี ฝึกหัดแข็งแรง ท่าทางทะมัดทะแมง เรียนรู้กฎหมาย และข้อบังคับถึงขนาดที่จะเป็นนายตำรวจได้แล้วก็ รายงานไปยัง เจ้ากรมตำรวจภูธร คือ นายพันโทพระยาวาสุเทพ (ยีเชา) (ต่อมาได้เป็นอธิบดีกรมตำรวจภูธร) ออกคำสั่งบรรจุให้เป็นนายตำรวจโดยไม่ต้องมีการสอบไล่

สมัยที่ 2 โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ห้วยจรเข้ จังหวัดนครปฐม

เมื่อ ได้ตั้ง โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นการชั่วคราวแล้ว กรมตำรวจภูธร ก็ได้ส่งคนออกไป แสวงหาสถานที่ เหมาะสม ที่จะใช้เป็น สถานที่ตั้งโรงเรียนอย่างถาวร เนื่องจาก โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จังหวัดนครราชสีมา อยู่ห่างไกล การคมนาคม ไม่ใคร่สะดวก การควบคุมดูแล ของข้าราชการชั้นผู้ใหญ๋ ซึ่งอยู่ใน กรุงเทพมหานคร ไม่อาจดูแลได้ อย่างใกล้ชิด ตลอดจนครูอาจารย์ส่วนมาก ก็อยู่ใน จังหวัดพระนคร ลำบากแก่การ เดินทางไปสอน อีกประการหนึ่ง จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดใกล้เคียง ในภาคอีสาน ราษฎรอยู่ด้วย ความสงบ ปกครองง่าย การโจรผู้ร้ายมีน้อย ผู้ร้ายสำคัญ ขนาดมีฉายาชั้นเสือ ไม่ปรากฎว่ามีเลย ข้อสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ การหาบุคคล ที่มีคุณสมบัติ พื้นความรู้ ประโยคประถม (ม.๓) มีไม่เพียงพอ ที่จะบรรจุเข้าเป็น นักเรียนนายร้อยตำรวจ ทางราชการจึงได้ ดำเนินการ หาสถานที่ตั้ง โรงเรียนใหม่ เมื่อพบ หรือทราบว่า มีที่ใด ก็เขียนรายงาน ให้เจ้ากรมตำรวจภูธรทราบ เจ้ากรมตำรวจภูธร ก็พิจารณาด ูและก็ไปดูด้วยตนเอง การดำเนินการ หาที่ตั้งโรงเรียนนี้ ในชั้นแรก ก็พบว่า มีที่ดินของ กระทรวงกลาโหมอยู่แปลงหนึ่ง อยู่ที่ ดอนเมือง ชานกรุงเทพมหานคร เหมาะสมที่จะ ใช้เป็นโรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธรได้ ด้วยมีอาคาร อยู่บ้างแล้ว เจ้ากรมตำรวจภูธร จึงทำเรื่องราว เสนอต่อ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ให้ทราบว่า ต้องประสงค์ที่นี้ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย จึงทำหนังสือ ขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ขอรับ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้พระราชทานที่ดินให้

ครั้นเมื่อได้รับพระราชทาน พระบรมราชานุญาต แล้ว การที่จะดำเนินการต่อไป ยังมิทันที่ จะลงมือ ก็พอดี พระเจ้าน้องเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยไปตรวจ ราชการ ที่อำเภอพระปฐมเจดีย์ แขวงเมือง นครชัยศรี อันเป็นที่ตั้ง ศาลาว่าการมณฑลนครชัยศรี ได้พบว่า ที่ดินตำบลห้วยจรเข้ เหมาะสมที่จะตั้ง โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มากกว่าที่ดินที่ดอนเมือง จึวได้กราบบังคมทูล ขอรับพระราชทานที่ใหม่นี้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้มีพระบรม ราชานุญาตให้เปลี่ยนได้

ดังนั้น การจัดตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่เป็นการถาวร ก็ได้เริ่มลงมือ ทำการแผ้วถาง และลงมือทำการก่อสร้าง เป็นลำดับ มาเสร็จเรียบร้อย สามารถใช้เป็น สถานที่เล่าเรียนได้ ตั้งแต่ วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน๒๔๗๗ (ร.ศ.๑๒๓)

โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ห้วยจรเข้ นครปฐม ได้เริ่มกระทำพิธี เปิดรับสมัครนักเรียน และทำการสอน ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๔๗๗ เป็นต้นมา โดยมี พ.ต.หลวงไกรกลางณรงค์ เป็นผู้บังคับการ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ นครปฐม เป็นคนแรก การคัดเลือกบุคคล ผู้ที่จะเป็น นักเรียนนายร้อยตำรวจ ต้องเป็นผู้ผ่าน การศึกษาอยู่ในเกณฑ์สูง ในสมัยนั้น คือ จบชั้นประโยค ประถม คือจบประโยค มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๓) มีความประพฤติดี ผ่านการตรวจจ ของแพทย์ รับรองว่า ปราศจากโรคร้ายแรง หรือโรคอันน่ารังเกียจ ร่างกายแข็งแรง เมื่อสมัครกันมากก็มี การสอบคัดเลือก วิชาที่สอบ ก็เป็นวิชาสามัญ บางสมัยก็ไม่มีการสอบ ทั้งนี้แล้วแต่ ความเหมาะสม เป็นคราว ๆ ไป เป็นหน้าที่ของ ผู้บังคับการโรงเรียน เป็นผู้พิจารณาชี้ขาด อีกครั้งหนึ่ง เมื่อชี้ขาดแล้ว ผู้นั้นก็มีสิทธ ิเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ เข้าศึกษาต่อไป

ปีการศึกษา แบ่งออกเป็น ๒ ชั้น เวลาเรียนชั้นละ ๑ ปี รวมเวลาเรียน ๒ ปี การสอบ ประจำปีการศึกษา ปีหนึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ภาค เรียกว่า ภาคที่ ๑ และภาคที่ ๒ ปีการศึกษาหนึ่ง มีการสอบ ๒ ครั้ง สอบภาคกลางปี และภาคปลายปีการศึกษา การสอบไล่แต่ละครั้ง มีการตั้ง กรรมการสอบ ทุกคราว การสอบถือปฏิบัติ ตามระเบียบวินัย อย่างเคร่งครัด การสอบแต่ละครั้ง ถือคะแนน เป็นภาควิชา ภาคหนึ่งต้องสอบได้ ไม่ต่ำกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และต้องสอบได้ คะแนนรวมทั้งหมด ไม่ต่ำกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ จึงจะถือว่า สอบไล่ได้ การสอบภาค ๒ เอาคะแนนภาค ๑ มารวมด้วย ถ้าได้คะแนน ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงถือว่าสอบไล่ได้ ขึ้นไปเรียนชั้นสูงขึ้น ตามลำดับ ถ้าอยู่ชั้นปีที่ ๓ ก็ออกไป รับราชการเป็น "นักเรียนนายร้อยตำรวจ" ออกปฏิบัติราชการ ต่อไป ก็มีโอกาส ได้รับการพิจารณา เลื่อนขึ้นเป็น นายร้อยตำรวจสัญญาบัตร รับราชการต่อไป

สมัยที่ ๓ โรงเรียนนายหมวด คลองไผ่สิงโต กรงุเทพมหานคร

เมื่อโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ห้วยจรเข้ จังหวัดนครปฐม ได้ผลิตนายตำรวจ ออกไป ปฏิบัติหน้าที่ มีชื่อเสียง ในด้านความรู้ และระเบียบวินัย เป็นที่นับถือของ ประชาชน และเป็นที่เกรงขามของ คนร้าย กรมกองตระเวณ ซึ่งมีหน้าที่ ในเขตกรุงเทพมหานคร เห็นประโยชน์ ของโรงเรียนนายร้อย ตำรวจภูธร จึงคิด ที่จะตั้ง โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ขึ้นบ้าง ผู้บังคับการกรมกองตระเวณ ในสมัยนั้น คือ มิสเตอร์ อีริคเซ็นต์ เย ลอซัน (Mr.Eric St. J. Lawson) ชนชาติอังกฤษ ต่อมา ได้เป็น เจ้ากรมกองตระเวณ ได้ดำร ิจัดตั้งโรงเรียนายหมวดขึ้น ที่เชิงสะพาน คลองไผ่สิงโต สวนไหม ตำบลศาลาแดง ด้านเหนือซอยสารสิน ถนนราชดำริ กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ประมาณ ๔ ไร่ ซึ่งเป็น บริเวณบ้านพัก ของเจ้ากรมกองตระเวณ ทั้งนี้ ก็เพื่อประสงค์ ที่จะผลิต ข้าราชการตำรวจ กรมกองตระเวณ ให้มีสมรรถภาพ มากขึ้น แต่จะตั้งขึ้นปีใด ค้นหาหลักฐาน ไม่พบ
ตำรวจกองตระเวณ ในสมัยนั้น ทำงาน ด้วยความระมัดระวัง เพราะบุคคลต่างชาติ มิได้ขึ้น ศาลไทย แต่ละประเทศ มีศาลกงสุล พิจารณา ตำรวจกองตระเวณ จึงต้องอดทน ปฏิบัติงานด้วย ความท้อแท้ หดเหี่ยวใจ เพื่อแลกกับประโยชน์ ของประเทศ จึงเป็นเหตุให้ เกิดการเบื่อหน่ายแก่ ประชาขน ที่จะมาสมัคร เป็นตำรวจกองตระเวณ ซึ่งมาเป็นตำรวจนครบาล ในปัจจุบันนี้ กรมตำรวจนครบาล ในสมัยนั้น เห็นว่า นายตำรวจนครบาล นับวันจะน้อยลง จึงได้ตั้ง โรงเรียนนายหมวดขึ้น
โรงเรียนที่ตั้งขึ้น มิได้เรียกว่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจ แต่เรียกชื่อว่า "โรงเรียนนายหมวด" ผู้สอบไล่ได้เรียกว่า "ว่าที่นายหมวด" พอ ๖ เดือนผ่านไปแล้ว ได้รับแต่งตั้งเป็น "นายหมวด" เปิดรับ นักเรียนครั้งละ ๕๐ คน หลักสูตร ๖ เดือน สอบไล่กันครั้งหนึ่ง ใครสอบไล่ได้วิชาละ ๕๐ % ขึ้นไป ก็ถือว่าสอบได้ เทอมไหนสอบไล่ได้ จำนวนเท่าไร ก็รับคนใหม่ เข้ามาแทนที่ สำเร็จออกไป ผู้ที่รับเข้ามาเรียน ก็คัดเลือกจาก เสมียนหรือตำรวจ ตามสถาน ีที่มีความรู้หนังสือดี ความประพฤติเรียบร้อย เข้าเป็นนักเรียนนายหมวด ถ้าได้ จำนวนไม่พอ ก็รับบุคคลภายนอก มาคัดเลือก เข้าเป็นนักเรียนนายหมวด แต่ก็มี เป็นจำนวนน้อย เพราะประชาชน ในสมัยนั้น ไม่สู้นิยม การเป็นตำรวจ
วิธีการปกครอง ของโรงเรียนนายหมวด มีปลัดกรม เป็นผู้ปกครองบังคับบัญชา รับผิดชอบ ความสงบเรียบร้อย ในสถานที่ ตลอดจน การศึกษาเล่าเรียน ของนักเรียนนายหมวด ปลัดกรม ยังต้องมีหน้าที่ สอนกฎหมายลักษณะอาญา กฎหมายลักษณะพยาน และวิธีพิจารณาความอาญา ระเบียบ การปฏิบัติงาน สัญญาทาง พระราชไมตรี ที่มีข้อความ ตกอยู่ในหน้าที่ ของตำรวจ มีครูซึ่งมีตำแหน่ง เทียบชั้นสารวัตรแขวงอีก ๑ คนมีหน้าที่ สอนพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แก่งานในหน้าที่ ของ ตำรวจนครบาล โดยตรง ทั้งยังต้อง มีหน้าที่ปกครอง ดูแล ความเรียบร้อย ความประพฤติของ นักเรียน ตลอดจน พนักงานเจ้าหน้าที่ ในโรงเรียนนายหมวด ลดหลั่นลงมา มีครูฝึกหัด ตำแหน่งขั้น นายหมวด มีหน้าที่เป็น ครูฝึกหัด และเป็นแม่บ้าน ของโรงเรียนนายหมวด วิชาการฝึกหัด ครูผู้ฝึกมุ่งแต่การ ใช้อาวุธในสมัยนั้น โดยมุ่งฝึกหัด ให้เป็นระเบียบ ตลอดจนให้เกิด กำลังกายเพื่อ ความอดทน โดยมากใช้วิธี หัดแถววิ่งทางไกล
การสอบไล่ มีคณะกรรมการ ทางกรมกองตระเวณแต่งตั้งมา ปัญหา ที่คณะกรรมการตั้งข้อสอบนั้น โดยมาก เป็นคำถามกว้าง ๆ เข่น สอบกฎหมายอาญา มักจะถาม โดยตั้งปัญหา ในข้อแตกต่างใ นหลักแห่งองค์ความผิด เปรียบเทียบกัน เป็นต้น ส่วนระเบียบการ ของกรมก็มักตั้ง ปัญหาถามรวม วิธีการว่า ถ้าเกิดคดีขึ้น มีคนมาแจ้งความ ท่านเป็นร้อยเวร จะทำประการใด จึงจะถูกต้อง ตามระเบียบ หรือท่านเป็นสารวัตร เกิดเพลิงไหม้ขึ้น ในท้องที่ท่าน จะปฏิบัติอย่างใดบ้าง ทั้งนี้ เป็นต้น การสอบสวน คดีอาญา ของตำรวจนครบาลสมัยนั้น ถ้าคดีมีมูล พอฟ้อง จะต้องนำคดีนั้น ขึ้นฟ้องร้อง ยังศาลโปริสสภา ซึ่งถือว่าเป็นศาลไต่สวนเท่านั้น
โรงเรียนนายหมวด จะตั้งขึ้นเมื่อใดนั้น ค้นหลักฐานกันไม่พบ ตามที่สืบสวนค้นคว้ามา ได้ความว่า ตั้งภายหลัง โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร หลายปี อย่างน้อย ก็ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๕๒
ในปี พ.ศ.๒๔๕๘ รัชสมัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า โปรดเกล้าฯให้ พลโท พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบ ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมตำรวจ เป็นผู้ริเริ่ม และเป็น หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ในการปรับปรุงกิจการ ตำรวจ เป็นการใหญ่ อีกครั้งหนึ่ง แต่เดิม กรมกองตระเวน สังกัดกระทรวงนครบาล ส่วน กรมตำรวจภูธร สังกัดกระทรวงกลาโหม ในปี พ.ศ.๒๔๕๘ ได้มีประกาศ พระบรมราชโองการ ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๔๕๘ รวม กองตำรวจตระเวน และกรมตำรวจภูธร เป็นกรมเดียวกัน เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๔๕๘ เรียกว่า "กรมตำรวจภูธร และกรมกองตระเวณ" (วันที่ ๑๓ ตุลาคม อันเป็นวันที่ กรมตำรวจทั้งสอง เป็นกรมเดียวกัน จึงถือว่าเป็น "วันตำรวจ" ตลอดมา จนถึงปัจจุบันนี้)
เมื่อรวม กรมตำรวจภูธร และกรมกองตระเวน เป็นกรมเดียวกัน โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร และโรงเรียนนายหมวด ซึ่งแต่เดิม ขึ้นต่อเจ้ากระทรวง แต่ละกระทรวง กล่าวคือ
โรงเรียนนายหมวด ขึ้นกรมกองตระเวน สังกัดกรทรวงนครบาล
โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ขึ้นกรมตำรวจภูธรสังกัดกระทรวงกลาโหม

เมื่อประกาศรวม กรมตำรวจ ดังกล่าวแล้ว โรงเรียนทั้งสองแห่ง ก็รวมเป็นโรงเรียนเดียวกัน ขึ้นกับกระทรวงนครบาล ในปี พ.ศ.๒๔๕๘ โดยตำรวจภูธร แลตำรวจนครบาล ก็ใช้ยศ และตำแหน่ง เหมือนกันด้วย โดยตำรวจภูธร เลิกใช้ยศเรียกอย่างทหาร และตำรวจนครบาล ก็เปลี่ยนจาก ยศตำแหน่งพลเรือน มามียศ และตำแหน่ง อย่างตำรวจภูธร เช่นเดียวกัน ส่วนระเบียบวินัย ก็ยึดถือ อย่างตำรวจภูธร ทุกประการ

ในปี พ.ศ.๒๔๖๕ ได้มี พระบรมราชโองการ ให้รวมกระทรวงนครบาล กับกระทรวงมหาดไทย เป็น กระทรวงเดียวกัน เรียกว่า "กระทรวงมหาดไทย" ส่วนกรมตำรวจ ได้มาขึ้นสังกัด กระทรวงมหาดไทย สำหรับชื่อ กรมตำรวจนั้น ได้มีพระบรมราชโองการ เปลี่ยนชื่อมาโดยลำดับ คือเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๙ เปลี่ยนชื่อมาเป็น กรมตำรวจภูธร ต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๗๕ จึงเปลี่ยนเป็น "กรมตำรวจ" ตลอดมา จนถึงปัจจุบัน โดย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โรงเรียนนายร้อยตำรวจห้วยจรเข้ จังหวัดนครปฐม ได้มาเรียน รวมกับ โรงเรียนนายหมวด ที่สวนไหม คลองสิงโต กรุงเทพมหานคร ต่อมา จึงได้ชื่อเรียกว่า "โรงเรียนนายร้อยตำรวจ" มาถึงปัจจุบันนี้


สมัยที่ ๔ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ห้วยจรเข้ จังหวัดนครปฐม

เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๔ ได้ย้าย โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ไปตั้งที่ห้วยจรเข้ เป็นครั้งที่ ๒ ทั้งนี้โดยเหตุผล เกี่ยวกับ ความเจริญของบ้านเมือง กรมตำรวจ มีความจำเป็น ที่จะผลิต นายตำรวจ ออกไปปฏิบัติหน้าที่ ตามความต้องการ มากขึ้น สถานที่ ในโรงเรียนกรุงเทพฯ คือ โรงเรียนนายหมวด มีอาคาร ไม่สมบูรณ์ สนามยิงปืน ไม่มีเป็นของตนเอง ส่วนที่ห้วยจรเข้ นครปฐม มีอาคารสถานที่ สมบูรณ์ แม้จะห่างไกล จากกรุงเทพฯ ก็สามารถเดินทางไป โดยรถไฟ สะดวกสบาย ใช้เวลาเพียง ๒ ชั่วโมง เท่านั้น กรณีที่ เลือกบุคคล เข้าเรียน ก็เลือกกัน ที่กรุงเทพมหานคร แล้วก็ส่งไปเรียนที่ ห้วยจรเข้ จังหวัดนครปฐม ด้วยเหตุนี้ จึงได้ย้ายโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ไปตั้งที่ห้วยจรเข้ จังหวัดนครปฐม

คุณสมบัติของ บุคคลที่จะเข้าเรียน ในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ห้วยจรเข้ สมัยที่ ๒ ระหว่าง พ.ศ.๒๔๖๔ - ๒๔๗๖ รับผู้มีความรู้สูงขึ้น โดยต้อง สำเร็จมัธยมศึกษาปีที่ ๖ และปีที่ ๘ ตามลำดับ ผู้สมัครต้องสมัคร ด้วยตนเอง มีผู้มีหลักฐานรับรอง รวมทั้งรับรองว่า มีความประพฤติดี ผ่านการตรวจ ของแพทย์รับรองว่า ปราศจากโรคร้ายแรง หรือโรคอันน่ารังเกียจ ร่างการแข็งแรง เมื่อสมัครกันมาก ในสมัยแรก ตั้งกรรมการ สอบคัดเลือกไปจาก กรมตำรวจ วิชาที่สอบ ใช้วิชาสามัญ ต่อมาภายหลัง ไม่การสอบคัดเลือบ้าง บางครั้งก็สอบคัดเลือก ทั้งนี้ สุดแต่ความเหมาะสม แต่ละปีไป เป็นหน้าที่ของ ผู้บังคับการโรงเรียน เป็นผู้พิจารณา และเสนอ เจ้ากรมตำรวจภูธร เป็นผู้พิจารณา ชี้ขาดด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง เมื่อชี้ขาดแล้ว ผู้สมัครก็มี สิทธิ เข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ ห้วยจรเข้

ปีการศึกษาของ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ห้วยจรเข้ สมัยที่ ๒ แบ่งออกเป็น ๓ ชั้นเรียน เวลาเรียนชั้นละ ๑ ปีรวมเวลาเรียน ๓ ปี เมื่อสอบได้ สำเร็จแล้ว ออกรับราชการ เป็นนายตำรวจ ชั้นสัญญาบัตร การสอบไล่ปีหนึ่ง แบ่งออกเป็น๒ ภาค สอบ ๒ ครั้ง ภาคกลางปีและปลายปี ภาคหนึ่งต้องสอบไล่ ไม่ต่ำกว่า ๕๐ % และ รวมคะแนนทั้งหมด ไม่ต่ำกว่า ๖๐% จึงจะถือว่าสอบไล่ได้ การสอบแต่ละครั้ง ถือตามระเบียบวินัย เคร่งครัดมาก หากนักเรียนนายร้อยตำรวจ คนใดฝ่าฝืน ระเบียบวินัย เป็นต้องไล่ออกทุกคน ไม่มีการผ่อนผันในเรื่องนี้

อีกประการหนึ่ง การสอบไล่แต่ละคราว ไม่มีการแจ้ง ให้นักเรียนทราบล่วงหน้า ว่าวันไหน ขั่วโมงไหน จะสอบวิชาอะไร โดยทางการถือว่า นักเรียนนายร้อยตำรวจ จะต้องมีความรู้ดี ทุกลักษณะวิชา ที่ผ่านการเรียนมาแล้ว นักเรียนเก็งกันเอาเอง ส่วนการสอบภาคปลาย ก็พอจะ คาดคะเนถูกต้อง เพราะวิชาที่สอบ เหลือน้อย การที่โรงเรียน กระทำเช่นนี้ขึ้น ในสมัยนั้น ได้ผลดี ทำให้นักเรียน ต้องเรียนรู้ดีทุกวิชาที่ผ่าน การเรียนการสอนมาแล้ว เมื่อสอบได้สำเร็จ ออกไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ ก็สามารถ มีภูมิรู้ดีปฏิบัติงานได้ถูกต้อง นำเกียรติยศมา สู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ห้วยจรเข้เป็นอย่างมาก

สำหรับ นักเรียนนายร้อยตำรวจ ชั้นปีที่ ๓ ซึ่งเมื่อสอบไล่ได้แล้ว มีโอกาสออกไป รับราชการเป็น นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร กรมตำรวจต้องมี อัตราว่างบรรจุให้ อัตราว่างในสมัยนั้น มีน้อยเหลือเกิน เมื่อมีอัตราเท่าใด กรมตำรวจก็ถือว่า สอบไล่าได้เท่านั้น และสั่งบรรจุให้ เท่าอัตราที่ว่างอยู่ นักเรียนนายร้อยตำรวจ จะไม่มีโอกาสรู้ว่าจะสอบได้หรือไม่ นักเรียนนายร้อยตำรวจ ชั้นปีที่ ๓ จึงได้แต่ สวดมนต์ภาวนา ขอให้กรมตำรวจมีอัตรามากๆ เพื่อตนเอง และเพื่อนร่วมชั้น จะได้มีโอกาส สอบบรรจุได้เป็น นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร การสอบชั้นปีที่ ๓ ภาคปลายปี กรรมการมีสิทธิ์ ออกข้อสอบทุกวิชา ที่ได้ร่ำเรียนมา ตั้งแต่ชั้นปีที่ ๑ ถ้านักเรียนคนใด ไม่สนใจวิชาตั้งแต่ ชั้นปีที่ ๑ มา ก็มีหวังสอบไม่ได้ การสอบไล่แต่ละคราวนั้น มีทั้งวิชาข้อเขียน และมีวิชา ภาคปฏิบัติ เกี่ยวกับ การปกครองบังคับบัญชา และการฝึก ร่วมอยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น
การฝึกวิชาทหารนักเรียนนายร้อยตำรวจชั้นปีที่ ๑ ต้องทำหน้าที่ เป็นผู้บังคับหมู่ได้
การฝึกวิชาทหารนักเรียนนายร้อยตำรวจชั้นปีที่ ๒ ต้องทำหน้าที่ เป็นผู้บังคับหมวดได้
การฝึกวิชาทหารนักเรียนนายร้อยตำรวจชั้นปีที่ ๑ ต้องทำหน้าที่ เป็นผู้บังคับกองร้อยได้

การสอบ จะต้องทำให้ได้ด้วย จึงจะมีหวัง ส่วนการปกครองถือว่า คะแนนความประพฤติเป็น เกณฑ์สำคัญ การกระทำผิดวินัย แต่ละครั้ง จะต้องถูกลงทัณฑ์ ทางวินัยและยังต้อง ถูกตัดคะแนน ความประพฤติด้วย ถ้านักเรียนคนใด ถูกตัดคะแนนความประพฤติ จนเหลือต่ำกว่า ๕๐ % ถือว่า ความประพฤติไม่ดี ย่อมตกคะแนนความประพฤติ ไม่สามารถเ ลื่อนชั้นหรือ ออกไปรับราชการ เป็นนายตำรวจได้ และถ้าตก ๒ ปี ติดต่อกัน ก็จะถูกคัด ออกจากการเป็น นักเรียนนายร้อยตำรวจ สำหรับ นักเรียนนายร้อยตำรวจ ชั้นปีที่ ๓ มีการผ่อนผัน ให้โอกาสเรียนอีก ๑ ปี เพียงครั้งเดียว เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้ว นักเรียนนายร้อย รุ่นห้วยจรเข้ รับประกันได้ว่า มีความรู้ดี มีความประพฤติ และสมรรถภาพดีเด่น สมความมุ่งหมาย ของกรมตำรวจ ตลอดมา


สมัยที่ ๕ โรงเรียนนายร้อยทหารบก (ยศ.) กรุงเทพมหานคร

เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๗ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้โอนไปเรียนกับ ทหารบก ใน โรงเรียนนายร้อยทหารบก ฝ่ายตำรวจ เหตุผลสำคัญ ที่โอนไป เกิดจากความเห็นของ ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับ พล.ต.อ.หลวงอดุลย์เดชจรัส พิจารณาเห็นว่า ด้วยสถานการณ์ ทางภูมิศาสตร์ประเทศไทย มีอาณาเขตติดต่อ ล้อมรอบอยู่ด้วย ประเทศเพื่อนบ้าน ที่เป็นอาณานิคมของ มหาอำนาจทาง ตะวันตกทั้งสิ้น ประกอบกับ สถานการณ์ ทางการเมือง ทำให้ประเทศไทยขณะนั้น ไม่สามารถจะตั้ง กรมกองทหาร เพื่อรักษาเอกราช และอธิปไตยของชาติ ให้ใกล้ชิดกับ เส้นพรมแดนได้ หากมีเหตุการณ์ อันไม่น่าไว้วางใจ เกิดขึ้น ก็จำเป็นต้อง ใช้กองกำลังตำรวจ ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่สมัยราชาธิปไตยมาแล้ว ตำรวจกับทหาร มักไม่ค่อย จะลงรอยกัน พบกันมักจะ มีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน อยู่เนือง ๆ หาทาง ทำความเข้าใจกันยาก ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าว ถ้าหากจะหาทาง ให้ตำรวจมีความรู้ในวิชาทหาร เพื่อไป ประจำหน้าที่ ตามชายแดน ให้ได้ผล พอยับยั้งเหตุการณ์ ที่หากจะเกิดขึ้นได้ ก็ไม่มีอะไรดีไปกว่า ให้นักเรียนนายร้อยตำรวจ เข้าไปเรียนรวมกัน ในสำนักเดียวกันเสีย กับ นักเรียนนายร้อยทหารบก เมื่อได้ศึกษาวิชาทหาร พอสมควรแล้ว ในตอนปลาย ที่จะสำเร็จการศึกษา จึงค่อยแยกกันเรียน วิชาแขนงที่ตน จะต้องไปประกอบหน้าที่ เช่น ทหารราบ ทหารม้า หรือตำรวจ ก็ให้เรียนวิชา ที่หนักไปตามเหล่า ที่ตนต้องไปสังกัด เชื่อว่า จะได้ประโยชน์ สมความมุ่งหมาย ทั้งทหารและตำรวจ ก็จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เมื่อตกลงกันได้เช่นนี้ จึงได้เสนอเรื่อง เข้าสู่คณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ได้มีมดติ ในปี พ.ศ.๒๔๗๖ให้เจ้ากรม ยุทธศึกษาทหารบก เป็นผู้บังคับบัญชาหน่วย ที่ขึ้นตรงคือ โรงเรียนนายร้อยทหารบก สำหรับฝึกสอนอบรม นักเรียนที่จะออกไป เป็นนายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารราบ ทหารม้า และนายตำรวจสัญญาบัตร

ครั้นในเดือน ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๖ ซึ่งขณะนั้น พ.อ.หลวงพิบูลสงคราม ได้จัดตั้ง โรงเรียนเทคนิคทหารบกขึ้น ในกรมยุทธศึกษาทหารบก ในโอกาสนั้น ทางราชการก็ให้ กรมยุทธศึกษาหทารบก จัดการสอน นักเรียนนายร้อยตำรวจ ในเวลาต่อไป ด้วย รองผู้บัญชาการทหารบก ได้วางหลักการว่า ในโรงเรียนนายร้อยหทารบก ให้คงจัดการ สอนผู้ที่จะเป็น นายทหารราบ นายทหารม้า และนายร้อยตำรวจ จากสำเนา หนังสือศาลาว่าการ กระทรวงกลาโหม ฉบับที่ ๘๗๕๙/๗๖ ลงวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ ถึงรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย จับใจความได้ว่า กระทรวงกลาโหม ได้เริ่มดำเนินการ เกี่ยวกับ นักเรียนนายร้อยตำรวจก่อน วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๔๗๑ ปรากฎว่า กรมยุทธศึกษา ได้ทำการทั้ง รับสมัคร และจับฉลากเกณฑ์ นักเรียนนายร้อยทหารบก ที่สอบสำเร็จ ในปีที่ ๑ ให้มาเรียนวิชาตำรวจ ในต้นปี พ.ศ.๒๔๗๖ ให้ได้ครบ ๑๕ นาย การจัดการ ตามข้อบังคับ ได้เริ่มปฏิบัติในต้นปี พ.ศ.๒๔๗๘ คือปีแรก ที่ได้มี การตั้ง โรงเรียนเทคนิคทหารบก และโรงเรียนนายร้อยทหารบก ตามโครงการศึกษา อย่างใหม่ขึ้น ในกรมยุทธศึกษา

หลักสูตร ของโรงเรียนนี้ ถือเอา วิทยฐานะของ ชั้นมัธยมบริบูรณ์ (มัธยมปีที่ ๘) ของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นฐาน คือผู้สมัครเข้าเป็นนักเรียน จะต้องมีความรู้ สอบไล่ได้ มัธยมปีที่ ๘ ของ กระทรวงศึกษาธิการ มีอายุไม่เกิน ๒๑ ปีบริบูรณ์ การสอบคัดเลือก ชั้นแรก ต้องผ่าน การตรวจสอบ ความสมบูรณ์ของร่างกาย และสัมภาษณ์ เมื่อผ่าน การตรวจชั้นนี้แล้ว จึงจะมีสิทธิ เข้าสอบข้อเขียน อีกครั้งหนี่ง เป็นอันว่า ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๘ กรมยุทธศึกษา ได้เริ่มจัดให้มี การสอน วิทยการตำรวจ แก่นักเรียนนายร้อยทหารบก ที่จะโอนไป รับราชการตำรวจ ในเวลาต่อไป ในที่สุด ก็ได้จำนวน นักเรียนนายร้อยฝ่ายตำรวจ ครบ ๑๕ นาย ตามความประสงค์ ของทางราชการ นักเรียนนายร้อยฝ่ายตำรวจ รุ่นแรก แห่งกรมยุทธศึกษา ซึ่งเท่ากับ เป็นรุ่นทดลองในปีที่ ๒ ของการเรียน โรงเรียนนายร้อยทหารบก หรือปีแรก ที่แยกมาเรียนวิชาการตำรวจนี้ สำหรับ ครูอาจารย์วิชาทหาร และวิชาสามัญ นักเรียนฝ่ายตำรวจ ก็ยังเรียนร่วมกับ นักเรียนนายร้อยทหารบก ส่วนวิชาการตำรวจ นักเรียนนายร้อยฝ่ายตำรวจ ได้แยกเรียนต่างหาก จากนักเรียนนายร้อยทหารบก โดยเรียนวิชา พระราชบัญญัติ กฎหมายอื่น ๆ กฎหมายลักษณะอาญา วิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายลักษณะพยาน ระเบียบการ และการปกครอง หลักการสืบสวน การพิสูจน์หลักฐาน และเทคนิคต่าง ๆ วิชาจิตวิทยาของผู้ร้าย นักเรียนทั้ง ๑๕ คน สอบผ่านปีที่ ๒ ได้ทั้งหมดในปลายปี ๒๔๗๘

ในระหว่าง ๒ ปี คือ พ.ศ.๒๔๗๘ - ๒๔๗๙ นักเรียนใช้เวลา เรียนร่วมกัน ระหว่างนักเรียน นายร้อยฝ่ายตำรวจ และใช้เวลา ฝึกอบรมร่วมกับ นักเรียนนายร้อยฝ่ายทหารบกด้วย ในปลายปี พ.ศ.๒๔๗๙ นักเรียนก็ เข้าสอบไล่ปีสุดท้าย กรมยุทธศึกษา ได้ทำหน้าที่ เป็นผู้อบรม นักเรียนนายร้อยทหารบก ฝ่ายตำรวจ ให้แก่กระทรวงมหาดไทย เริ่มแต่งตั้งพ.ศ.๒๔๗๗ เรื่อยมา จนกระทั่ง สงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลง ในปี พ.ศ.๒๔๘๘ วิกฤตการณ์ทางการเมือง ได้ชี้เส้นทางเดินให้ใหม่ โดยให้ นักเรียนเตรียมนายร้อยทหารบก รุ่นที่ ๑๑ จำนวน ๖๐คน ต้องโอนมา รับการศึกษาต่อ ทางกรมตำรวจ หลังจากผ่าน การสอบไล่ ปลายปี ในวันที่ ๑๘ - ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๙ เสร็จสิ้นแล้ว นักเรียนรุ่นสุดท้ายนี้ เริ่มเข้ารับราชการ อบรมในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่กรมตำรวจ ปทุมวัน เมื่อวันที่๑๕ สิงหาคม ๒๔๘๕ รวม นักเรียนนายร้อยตำรวจ ที่ไปเรียนร่วมกัน ในโรงเรียนนายร้อยทหารบกฝ่ายตำรวจ สำเร็จการศึกษา ออกรับราชการ เป็นตำรวจรวม ๘ รุ่น


สมัยที่ ๖ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ปทุมวัน กรุงเทพ

เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๔๘๙ ได้เริ่ม เปิดการศึกษา แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจ ในบริเวณ กองการศึกษา กรมตำรวจ ปทุมวัน และบริเวณ สนามกีฬาแห่งชาติ ดังนั้น นักเรียนนายร้อยทหารบก ฝ่ายตำรวจ รุ่นที่ ๙ ซึ่งเรียนอยู่ชั้นปีที่ ๓ รุ่นที่ ๑๐ ซึ่งเรียนอยู่ชั้นปีที่ ๒ และรุ่นที่ ๑๑ ซึ่งเรียนอยู่ชั้นปีที่ ๑ รวม ๓ ชั้นปี กรมตำรวจ ต้องขอรับโอน มาเรียนที่ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ปทุมวัน และได้เรียนสำเร็จ ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ปทุมวัน ในปี พ.ศ.๒๔๙๐ ถึง ๒๔๙๑ และ ๒๔๙๒ ตามลำดับ ดังนั้น นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น ยศ. จีงมีทั้งหมด ๑๑ รุ่น
เมื่อมาศึกษา ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ปทุมวัน บริเวณกองการศึกษาและสนามกีฬาแห่งชาติ กรมตำรวจ ได้วาง ระเบียบข้อบังคับ และหลักสูตรของ โรงเรียนนายร้อยตำรวจไว้ เป็นทางปฏิบัติ การศึกษา โดยการสอบคัดเลือก จากผู้ที่มีคุณวุฒิ ชั้นเตรียมอุดมศึกษา และวางระเบียบ โดยออก เป็นคำสั่ง หมู่ที่ ๒๑/๒๔๙๔ลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๔๙๔ เรื่องให้ใช้ข้อบังคับ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ส่วนการจัดครูสอนวิชา ต่าง ๆ ตามหลักสูตรนั้น เมื่อกรมตำรวจ พิจารณาเห็นว่า อาจารย์ท่านใด สมควร สอนวิชาใด ก็ออกเป็นคำสั่งหมู่ กำหนดให้ ครูอาจารย์สอนวิชานั้น เป็นคราวๆ ไป ระหว่างที่ มีศึกษา อยู่ทีโรงเรียนนายร้อยตำรวจชั่วคราว ในกองการศึกษา และในบริเวณ สนามกีฬาแห่งชาติ ในระหว่างปีพ.ศ.๒๔๙๐ - ๒๔๙๘

สมัยที่ ๗ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

เมื่อโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้ย้ายมาอยู่ที่ ปทุมวัน เป็นการชั่วคราว ตามสถานการณ์ซึ่งสมัยนั้น ได้ชื่อว่า เป็นสมัยที่ โรงเรียนต้องระหกระเหิน ทั้งนี้เป็นคำกล่าว อย่างเห็นอกเห็นใจ ของรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย สมัยพลเรือตรี หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งได้กล่าว ในพิธีมอบกระบี่ ให้แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจปทุมวัน รุ่นที่ ๑ ซึ่งเรียนต่อมา จากโรงเรียนนายร้อยทหารบก รุ่นที่ ๙ นั่นเอง ทั้งนี้เพราะ นักเรียนนายร้อยตำรวจ ไม่มีสถานที่เรียนโดยเฉพาะ และขาดอุปกรณ์การเรียน เป็นอย่างมาก กรมตำรวจได้พิจารณา ตามสภาพ ที่เป็นความจริงว่า นักเรียนนายร้อยตำรวจ คือพลัง เป็นเรือนร่างและสมอง ของกรมตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ ต้องออกไปรับใช้ ชาติบ้านเมือง ในอนาคต ซึ่งกรมตำรวจ จะขาดเสียไม่ได้ กรมตำรวจ ได้เพียงพยายามที่จะ ดำเนินการ หาสถานที่เรียน ให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง และสถิตสถาพร ยั่งยืนต่อไป หลังจากที่มี เหตุการณ์จำเป็น เปลี่ยนแปลงสถานที่ ตั้ง ๖ - ๗ ครั้ง จนกระทั่ง ปีพ.ศ.๒๔๙๕ สมัยท่าน พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมตำรวจ ท่านได้ริเริ่ม ดำเนินการก่อตั้ง โรงเรียนนายร้อยตำรวจแห่งใหม่ ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ซึ่งมีเนื้อที่ ๕๘๐ ไร่ ได้ก่อสร้างโรงเรียน นายร้อยตำรวจ ให้เป็นสถานที่ ศึกษาอบรม อันมั่นคงถาวรตลอดไป

วันอาทิตย์ที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๔๙๗ เวลา ๐๘.๐๐ น. นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ ๙, ๑๐ และ ๑๑ ในเครื่องแบบ ชุดฝึกภาคสนาม ได้เดินทางโดย ขบวนรถยนต์ จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่สนามกีฬา ไปตามถนนเพชรเกษม ในการเคลื่อนย้ายนี้ ได้เชิญธงชัยเฉลิมพล พร้อมกับขบวนด้วย ถึงอำเภอสามพราน เวลา ๑๐.๓๐ น.จากนั้น แต่ละกองร้อย ก็แยกกันประจำที่พัก จึงนับว่า เป็นการเริ่มเข้ามา อยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจแห่งใหม่ ตั้งแต่นั้นมาจนบัดนี้

ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนากาล เป็นอดีตภาค ๒๔๙๙ พรรษา ปัจจุบันสมัยจันทรคตินิยม ปลวังคสมพัตสร กิตติกมาสศุกลปักษ์นวดิถี สุริยคติกาล ตุลาคมมาส เตรสีสรุทิน สริวาร โดยกาลบริเฉท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศ รามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่ง ถึงโรงเรียนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพรานจังหวัดนครปฐม ในงานพระราชทานพิธี เปิดโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เมื่อเสด็จประทับ เหนือพระบรมราชอาสน์ บนพระบรมแท่น ชุมสายแก้ว ฯพณฯ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ประมุขรัฐบาล กราบบังคมทูล พระกรุณาทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า ตามที่รัฐบาล ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พิจารณาลงมติ ให้สร้าง โรงเรียนนายร้อยตำรวจแห่งนี้ขึ้น โดยเห็นว่า การตำรวจ เป็นภารกิจสำคัญ ของรัฐบาลส่วนหนึ่ง ซึ่งจำต้องมีโรงเรียน สอบวิชาตำรวจ แก่บรรดาผู้เข้ารับการศึกษา ให้เป็นผู้มีความรู้ ทรงไว้ซึ่งวิทยาการ สำหรับระงับทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่ประชาราษฎร เป็นการพิทักษ์ รักษาสันติ ให้เกิดขึ้น ทั่วพระราชอาณาจักร เมื่อประชาราษฎร ร่มเย็นเป็นสุข เพราะมีสันติแล้ว ก็เป็นผลดี แก่การประกอบสัมมาอาชีวะ ส่งผลให้ ประเทศชาติ ก้าวหน้าไปสู่ ความเจริญเยี่ยง นานาอารยประเทศ ก็แหละศุภมงคลวาร อันเป็นมหามหุติฤกษ์นี้ ขอพระราชดำเนิน เปิดโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อสถิตสถาพรตลอดกาล

ณ เวลา ๑๔.๕๘ นาฬิกา พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานกระแส พระราชดำรัส เปิดโรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ว่า "โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นหลักสำคัญ สำหรับบ้านเมือง เพราะประชาราษฎร จักได้อาศัยเป็นที่พึ่ง ในยามมีทุกข์ร้อน ก็แหละ บุคคลที่จะให้ผู้อื่น เข้าพึ่งอาศัยได้นั้น จำเป็นต้อง เป็นผู้ที่ได้รับการศึกษามีวิชาการ และเป็นผู้ที่มี ศีลธรรมอันดี ทุกประการ การที่รัฐบาลของข้าพเจ้า ได้จัดสร้างโรงเรียนนายร้อยตำรวจขึ้น จึงเป็นการบำเพ็ญกรณียกิจ ที่ควรชมเชย และขออาราธนา คุณพระศรีรัตนตรัยอันประเสริฐ จงดลบันดาลให้ โรงเรียนนายร้อยตำรวจแห่งนี้ สถิตสถาพร เป็นสง่าแก่ประเทศชาติ และเป็นสถาบันสำคัญ สำหรับให้การศึกษา วิชาการตำรวจแก่บรรดาผู้เข้าศึกษา ณโรงเรียนแห่งนี้โดยทั่วกันเทอญ "

การศึกษา ของนักเรียนนายร้อยตำรวจ ตั้งแต่รุ่น ๑ - ๙ หลักสูตรการเรียน ๓ ปี เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้รับประกาศนียบัตร ออกไปรับราชการ เป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๙๙ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้ปรับปรุงหลักสูตรใหม่ โดยเพิ่มหลักสูตรการศึกษาใช้เวลาเรียน ๔ ปี และได้ดำเนินการ เพื่อที่จะให้ นักเรียนนายร้อยตำรวจ ได้รับปริญญาตรี ตามหลักสูตรในมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ที่มีเวลาเรียน ๔ปีเท่ากัน ความเพียรพยายาม ได้เป็นผลสำเร็จ เมื่อกรมตำรวจ ได้ดำเนินการเสนอ กระทรวงมหาดไทย เพื่อนำเสนอ คณะรัฐบาลพิจารณา เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกกฎหมายกำหนดวิทยฐานะ ผู้สำเร็จการศึกษา จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ คือ "พระราชบัญญัติ กำหนดวิทยฐานะ ผู้สำเร็จวิชาการตำรวจ พ.ศ.๒๕๑๗ "ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ หน้า ๑ เล่ม ๙๑ ตอนที่ ๑๓๖ วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๑๗

พระราชบัญญัติฉบับนี้ บัญญัติให้ ผู้ที่สำเร็จวิชาการตำรวจ จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ของกรมตำรวจ ตามที่สภาการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตำรวจกำหนด ได้รับปริญญา ทางรัฐประศาสนศาสตร์ เรียกว่า"รัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต" ใชัอักษรย่อว่า รป.บ.(ตร.) สภาการ ศึกษา มีอำนาจให้ปริญญา ตามพระราชบัญญัตินี้ แก่ผู้ที่สำเร็จวิชาการ จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งมีหลักสูตรการศึกษา และวิทยฐานะเทียบเท่ากัน ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐) ในปีพ.ศ.๒๕๑๘ สภาการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้อนุมัติปริญญา ให้แก่นักเรียนนายร้อยตำรวจ ตั้งแต่รุ่นที่ ๑๐ ซึ่งสำเร็จเมื่อปีการศึกษา ๒๔๙๙ ซึ่งเป็นปีที่เริ่มเรียน ๔ ปี เป็นต้นมา ตามแบบมหาวิทยาลัยทั่วไป

 

นายร้อยตำรวจ


ข้อมูลโรงเรียนนายร้อยตำรวจ
อักษรย่อ รร.นรต. /RPCA
ชื่อภาษาอังกฤษ Royal Police Cadet Academy
วันสถาปนา พ.ศ. 2444
ประเภท โรงเรียนทหาร-ตำรวจ
ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พล.ต.ท.อมรินทร์ อัครวงษ์
เพลงสถาบัน มาร์ช นรต.

สีประจำสถาบัน  

เว็บไซต์เตรียมทหาร http://www.rpca.ac.th/


โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

“นายร้อยตำรวจ”


ประวัติโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (Royal Police Cadet Academy : RPCA) เป็นสถาบัน การศึกษาระดับอุดมศึกษา ในสังกัด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเป็นหน่วยระดับ กองบัญชาการ ตั้งอยู่ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นสถาบันหลักในการให้การฝึก ศึกษา อบรมและหล่อหลอมนักเรียนนายร้อยตำรวจ และหลักสูตรนักเรียนอบรมชั้นสัญญาบัตรอื่นๆ ให้มีคุณลักษณะเหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร ในตำแหน่งรองสารวัตรหรือเทียบเท่า ตามความต้องการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ที่ศึกษาตามหลักสูตรหลักของในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เรียกว่า "นัก เรียนนายร้อยตำรวจ" (นรต.) ผู้ที่สำเร็จการศึกษาชั้นสูงตามหลักสูตรนักเรียนนายร้อยตำรวจ จะได้รับการแต่งตั้งยศเป็น "ว่าที่ร้อยตำรวจตรี" โดยนายตำรวจสัญญาบัตรชายที่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรนักเรียนนายร้อยตำรวจ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้ารับพระราชทานกระบี่จาก พระองค์ท่านตลอดมา

เนื้อหา
* 1 ประวัติ
* 2 โครงสร้างส่วนราชการ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
* 3 หลักสูตร
* 4 สัญลักษณ์ประจำสถาบัน
o 4.1 ธงชัยประจำโรงเรียน นายร้อยตำรวจ
o 4.2 อุดมคติของตำรวจ
o 4.3 เพลงประจำสถาบัน
* 5 นักเรียนนายร้อยตำรวจ
o 5.1 คำขวัญประจำชั้นปี
o 5.2 สีประจำชั้นปี
o 5.3 เครื่องแบบนักเรียน นายร้อยตำรวจ
o 5.4 นักเรียนนายร้อยตำรวจ หญิง
* 6 แหล่งข้อมูลอื่น

ประวัต

โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้ก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ.2444 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยได้ย้ายสถานที่ตั้งไปหลายครั้ง กระทั่งมีที่ตั้งล่าสุดที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยมีลำดับดังนี้

* สมัยที่ 1 โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร นครราชสีมา พ.ศ. 2444 - พ.ศ. 2447
* สมัยที่ 2 โรงเรียนนายร้อยตำรวจภูธร ห้วยจรเข้ จังหวัดนครปฐม (ครั้งที่ 1) พ.ศ. 2447 - พ.ศ. 2458

(พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ย้ายโรงเรียนไปตั้งที่ ต.ห้วยจรเข้ จ.นครปฐม ตามที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ถวายความเห็น)

* สมัยที่ 3 โรงเรียนนายหมวด คลองไผ่สิงโต กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2458 - พ.ศ. 2464
* สมัยที่ 4 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ห้วยจรเข้ จังหวัดนครปฐม (ครั้งที่ 2) พ.ศ. 2464 - พ.ศ. 2476
* สมัยที่ 5 โรงเรียนนายร้อยทหารบก (ยศ.) กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2476 - พ.ศ. 2489
* สมัยที่ 6 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ปทุมวัน กรุงเทพ พ.ศ. 2489 - พ.ศ. 2498
* สมัยที่ 7 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน พ.ศ. 2498 - ปัจจุบัน

โครงสร้างส่วนราชการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

* สำนักเลขานุการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ
* กองบังคับการปกครอง
o ฝ่ายอำนวยการ
o ฝ่ายปกครอง 1 (ปกครองนักเรียนนายร้อยตำรวจ ชั้นปีที่ 1 - 4)
o ฝ่ายปกครอง 2 (ปกครองนักเรียนอบรม)
o ฝ่ายปกครอง 3 (ปกครองนักเรียนเตรียมทหาร โดยปฏิบัติหน้าที่ ณ โรงเรียนเตรียมทหาร อ.บ้านนา จ.นครนายก)
o ฝ่ายกิจกรรมนักเรียน
* กองบังคับการอำนวยการ
o ฝ่ายอำนวยการ 1
o ฝ่ายอำนวยการ 2
o ฝ่ายอำนวยการ 3
o ฝ่ายอำนวยการ 4
* ศูนย์บริการทางการศึกษา (เทียบกองบังคับการ)
* ศูนย์ฝึกตำรวจ (เทียบกองบังคับการ)
o งานอำนวยการ
o กลุ่มงานยุทธวิธีตำรวจ
o กลุ่มงานพละศึกษา
o กลุ่มงานแบบธรรมเนียมตำรวจ
* คณะตำรวจศาสตร์
o สำนักงานคณบดี
o กลุ่มงานคณาจารย์
* คณะสังคมศาสตร์
o สำนักงานคณบดี
o กลุ่มงานคณาจารย์
* คณะนิติวิทยาศาสตร์
o สำนักงานคณบดี
o กลุ่มงานคณาจารย์
* ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยบริการ

หลักสูตร

โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มีหน้าที่หลักในการจัดการศึกษาอบรมและดำเนินการฝึกนักเรียนนายร้อยตำรวจ ให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในวิชาการตำรวจ และการบริหารงานตำรวจ จึงจัดการเรียนการสอนใน "หลักสูตรนักเรียนนายร้อยตำรวจ" นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในการเปิดหลักสูตรร่วมกัน เช่น ร่วมมือกับ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในการเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขานิติวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

สัญลักษณ์ประจำสถาบัน

ธงชัยประจำโรงเรียนนายร้อยตำรวจ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานธงชัยประจำโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พร้อมกับหน่วยตำรวจอื่นรวม 6 หน่วย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2495 ณ ลานพระราชวังดุสิต
ธงชัยประจำโรงเรียนนายร้อยตำรวจ
ธงชัยประจำโรงเรียนนายร้อยตำรวจและธงชัยหน่วยตำรวจอื่นๆ ในพิธีถวายคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำในวันที่ 13 ตุลาคมของทุกปีที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สามพราน

โรงเรียนนายร้อยตำรวจได้รับพระราชทานธงชัยประจำหน่วยตำรวจจากพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว พร้อมกับหน่วยอื่นของตำรวจอีก 5 หน่วย เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2495 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชดำเนินในการพระราชพิธีตรึง หมุดธงชัยเฉลิมพลประจำกองตำรวจด้วยพระองค์เอง ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2495 ผืนธงมีลักษณะเช่นเดียวกับธงชาติ ภายในยอดธงบรรจุเส้นพระเกศาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และบรรจุพระพุทธรูปองค์เล็กเรียกว่า "พระยอดธง" เอาไว้ ธงชัยจึงถือเป็นตัวแทนของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเหล่าข้าราชการตำรวจ นักเรียนนายร้อยตำรวจ และปวงชนชาวไทยให้ความเคารพ

ธงชัยประจำโรงเรียนนายร้อยตำรวจนี้ มีลักษณะและการได้มาเช่นเดียวกันกับธงชัยเฉลิมพลของทหารทุก ประการ โดยสำนักราชเลขาธิการได้บันทึกหลักฐานเกี่ยวกับ "ธงชัยเฉลิมพลประจำกองตำรวจ" นี้ไว้ ตามหลักฐานต่างๆปรากฏชื่อธงดังกล่าว ได้แก่ "ธงชัยเฉลิมพลประจำกองตำรวจ" "ธงชัยประจำกอง" "ธงชัย" "ธงประจำกอง" ซึ่งก็คือธงเดียวกัน ในวันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันตำรวจ คณะนายตำรวจปกครองและนักเรียนนายร้อยตำรวจ จะทำการอัญเชิญธงชัยประจำโรงเรียนนายร้อยตำรวจนี้ไปทำพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตน และสวนสนาม

อุดมคติของตำรวจ
เคารพเอื้อเฟื้อต่อหน้าที่
กรุณาปราณีต่อประชาชน
อดทนต่อความเจ็บใจ
ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก
ไม่มักมากในลาภผล
มุ่งบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
ดำรงตนในยุติธรรม
กระทำการด้วยปัญญา
รักษาความไม่ประมาทเสมอชีวิต

พระนิพนธ์โดย สมเด็จพระ อริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฐายีมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกองค์ที่ 16 เมื่อพุทธศักราช 2499

เพลงประจำสถาบัน

1. มาร์ช นรต. (เพลงมาร์ชประจำสถาบัน)
2. มาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์ (เพลงประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ)
3. สามพราน
4. สนสามพราน
5. ขวัญดาว
6. ลาก่อนสามพราน
7. ลาแล้วสามพราน
8. สามพรานแดนดาว

นักเรียนนายร้อยตำรวจ
คำขวัญประจำชั้นปี

นรต.ทั้ง 4 ชั้นปีจะมีคำขวัญของชั้นปีตนเองที่จะบ่งบอกถึงสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบ รวมถึงภารกิจที่ได้รับหมอบหมาย

ชั้นปีที่ 1 "ขันตีอุตสาหะ"
หมายถึง นรต. ชั้นปีที่ 1 ต้องมีความอดทนอดกลั้นและความวิริยะอุตสาหะเป็นพิเศษ เพื่อที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆได้ไปจนตลอดรอดฝั่ง
ชั้นปีที่ 2 "วิจัยกรณี"
หมายถึง นรต. ชั้นปีที่ 2 จะต้องเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะในการวินิจฉัย พิจารณาในสิ่งต่างๆ รู้จักการวางตนต่อผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา
ชั้นปีที่ 3 "รักษ์วินัย"
หมายถึง นรต. ชั้นปีที่ 3 จะต้องเป็นผู้ที่มีระเบียบวินัยอย่างดีเยี่ยม รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามไว้ เพื่อเตรียมพร้อมสู่การก้าวขึ้นเป็นผู้ถ่ายทอด ปลูกฝังความเป็น นรต.ให้แก่รุ่นต่อๆไป
ชั้นปีที่ 4 "เกียรติศักดิ์"
หมายถึง นรต.ชั้นปีที่ 4 จะต้องเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบและวินัยในตนเอง สมกับเป็นผู้ที่มีเกียรติ และเตรียมพร้อมสู่ความเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร

คำขวัญของนักเรียนนายร้อยตำรวจนั้น เป็นกุศโลบายที่จะฝึกให้ นรต.มีคุณสมบัติพื้นฐานของผู้ที่จะเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร และกำลังจะสำเร็จการศึกษาออกไปเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยตำรวจทั่วประเทศ ซึ่งจะฝึกให้ นรต.รู้จักความเป็น "ผู้ใต้บังคับบัญชา"ที่ดีในชั้นปีที่ 1-2 และเป็น "ผู้บังคับบัญชา" ที่ดีในชั้นปีที่ 3-4 คำขวัญดังกล่าวมักจะถูกเรียกให้คล้องจองคือ "เกียรติศักดิ์ รักษ์วินัย วิจัยกรณี ขันตีอุตสาหะ"

สีประจำชั้นป

* ชั้นปีที่ 1 "สีฟ้า"
* ชั้นปีที่ 2 "สีเหลือง"
* ชั้นปีที่ 3 "สีม่วง"
* ชั้นปีที่ 4 "สีเขียว"

สีประจำชั้นปีนี้จะถูกใช้เป็นสีประจำกองร้อย(อาคารนอน)และเป็นสีหมวก ซึ่งการเลื่อนชั้นการศึกษาของ นรต.นั้นจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้มี พิธี ประดับเลขชั้นปีและเปลี่ยนหมวกสี แล้ว ซึ่งจะกระทำในวันรุ่งขึ้นหลังจากมี พิธีวิ่งรับหมวก (Long March) ในวันเริ่มต้นเปิดภาคการศึกษา

เครื่องแบบนักเรียนนายร้อยตำรวจ
เครื่องแบบ และชุดของนักเรียนนายร้อยตำรวจ มีทั้งสิ้นจำนวน 16 ชุด

* เครื่องแบบเต็มยศ
* เครื่องแบบครึ่งยศ
* เครื่องแบบสโมสรปิดอก
* เครื่องแบบปกติขาว
* เครื่องแบบปกติเสื้อนอกคอแบะสีกากี
* เครื่องแบบปกติเสื้อเชิ้ตคอพับสีกากี
* เครื่องแบบฝึกสีกากี
* ชุดศึกษาดูงาน
* ชุดศึกษา
* ชุดฝึกภาคสนามสีกากีแกมเขียว (ชุดฟาติก)
* ชุดฝึกภาคสนามกากีแกมเขียวปล่อยชาย (ชุดเวสต์)
* ชุดยิงปืน
* ชุดลำลอง
* ชุดกีฬาขาสั้น
* ชุดกีฬาขายาว
* ชุดวอร์ม

หมวกมีทั้งสิ้น 7 แบบ

* หมวกปีกทรงแข็งสีกากี มียอดโลหะสีเงิน
* หมวกทรงหม้อตาลสีกากี มีสายรัดคางดิ้นเงิน
* หมวกทรงหม้อตาลสีขาว สายรัดคางดิ้นเงิน
* หมวกทรงหม้อตาลสีกากี
* หมวกหนีบ
* หมวกแก๊ปทรงตึงสีประจำกองร้อย
* หมวกแก๊บทรงอ่อนสีดำ
* หมวกเบเร่ต์สีดำ

รองเท้า มีทั้งสิ้น 4 แบบ

* รองเท้าหนังครึ่งน่องสีดำ
* รองเท้าหุ้มส้นหนังสีดำ
* รองเท้าฝึกครึ่งน่องหนังสีดำ
* รองเท้ากีฬาผ้าใบหุ้มส้นสีขาว

ส่วนประกอบเครื่องแบบ

* ตราแผ่นดินหน้าหมวก
* อาร์มคอรูปตราสัญลักษณ์โรงเรียนนายร้อยตำรวจสีเงิน
* อินทธนูแข็งสีแดงเลือดหมูประดับสายพาดดิ้นเงิน
* เครื่องหมาย "ร"
* เครื่องหมายเลขไทยตามชั้นปี
* ป้ายชื่อโลหะ
* แพรแถบข้าราชการตำรวจ
* กระบี่สั้นนักเรียนนาย ร้อยตำรวจพร้อมสายโยงกระบี่
* กระบี่ยาวนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรชาย พร้อมสายโยงกระบี่และขอเกี่ยวกระบี่สามชาย (ใช้ในการฝึกและการสวนสนาม)

เครื่องหมายการผ่านการฝึก และความสามารถพิเศษประกอบเครื่องแบบ

* เครื่องหมายหลักสูตรต่อต้านปราบปรามการก่อความไม่สงบ (ตปส.)
* เครื่องหมายหลักสูตรการโดดร่ม จากกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ ตชด.(ค่ายนเรศวร)ปีกร่มชนิดทำด้วยดิ้น
* เครื่องหมายความสามารถการยิงปืนพกในระบบ เอ็น.อาร์.เอ (N.R.A.)
* เครื่องหมายความสามารถการยิงปืนยาว
* เครื่องหมายความสามารถอื่นๆ

อุปกรณ์ประจำกายอื่นๆ

* อาวุธปืนสั้น (ใช้ในการฝึก)
* อาวุธปืนเล็กยาว ปลย.11,HK (ใช้ในการฝึกและการสวนสนาม)
* ถุงมือ (ใช้ในการฝึกหัดปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่จราจร)
* นกหวีด

นักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง

ตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 (ตรงกับนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น ที่ 66)เป็นต้นมา โรงเรียนนายร้อยตำรวจได้ เปิดรับสมัครนักเรียนนาย ร้อยตำรวจหญิงเป็นรุ่นแรก จำนวน 70 นาย โดยคัดเลือกจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 60 นาย และข้าราชการตำรวจชั้นประทวนเพศหญิงอายุไม่เกิน 25 ปี อีก 10 นาย ผลปรากฏว่ามีผู้สมัครสอบคัดเลือกถึงกว่า 17,000 คน

นักเรียนนายร้อยตำรวจ

“เครื่องแบบของ นักเรียนนายร้อยตำรวจ”

ตำรวจ


สถาบัน | หลักสูตร | สมัครเรียน | สอบถาม | กิจกรรม | เตรียมทหาร | นายร้อย | นายร้อยตำรวจ
   © 2005-2010 BanTaharn.com All Rights Reserved. E-Mail : support @ bantaharn.com